บทที่ 6 -

ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสยผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยขึ้นอย่างหัวเสีย พลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แต่ดังพอให้พี่เลี้ยงสาวได้ยิน

“วันแรกก็วุ่นวายขนาดนี้แล้ว กฎสิบข้อของผมกลายเป็นกระดาษเปล่าไปเลยมั้งเนี่ย” ธันวาถอนหายใจอีกรอบ สบสายตากับพัดชาที่อมยิ้มกวน ๆ ส่งกลับมาให้เขา

“กฎบางข้อ... มีไว้ให้แหกเพื่อความสุขของเด็กค่ะคุณธันวา” พัดชาพูดพลางยักคิ้วให้หนึ่งที ก่อนจะอุ้มมิลินขึ้นแนบอก

“ไปกันเถอะค่ะมิลิน ไปกินขนมกันดีกว่า ปล่อยให้น้าธันทำงานไปคนเดียวเนอะ”

ธันวามองตามหลังพัดชาที่อุ้มหลานสาวเดินหัวเราะร่าออกจากห้องทำงานไป เขายืนนิ่งอยู่กลางห้องคนเดียวชั่วครู่ ก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมาตรงมุมปากโดยที่ไม่รู้ตัว ความวุ่นวายที่พัดชานำเข้ามาในบ้านหลังนี้ แม้จะทำลายระเบียบอันสมบูรณ์แบบของเขาจนหมดสิ้น แต่มันกลับทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงาหลังนี้ เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

พัดชาสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่งขึ้นบนไหล่ มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋าผ้าทรงโตที่บรรจุอุปกรณ์นิทานและหุ่นนิ้วมือเตรียมพร้อมกลับบ้าน หลังจากภารกิจปราบยัยหนูตัวแสบในวันแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เธอหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้เด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนสวมชุดนอนลายลูกหมีสีเหลืองนวลอยู่ตรงหน้า เด็กหญิงคล้ายจะมีน้ำตาเอ่อคลออยู่ พัดชาเห็นแบบนั้นก็เข้าใจความรู้สึกดี เธอเองก็ไม่ได้อยากทิ้งมิลินไว้คนเดียวในตอนนี้ แต่ขอบเขตการทำงานของเธอมีแค่นี้ เธอไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าที่ เพราะกลัวว่าหากละเมิดกฎหรือทำอะไรโดยพลการจนเธอต้องถูกยกเลิแสัญญาจ้าง ผลร้ายนั้นไม่เพียงกระทบเธอ แต่ยังส่งผลต่อจิตใจยัยหนูมิลินด้วย ร่างสมส่วนค่อย ๆ ย่อลงอยู่ในระดับสายตาของเด็กหญิง

“วันนี้น้องมิลินเก่งมากเลยนะคะ เป็นอัศวินจอมพลังที่ทานผักจนหมดจาน แถมยังช่วยพี่พัดเก็บของเล่นเข้าที่ด้วย คืนนี้หลับฝันดีนะคะ พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เช้าพี่พัดจะรีบมาเล่นด้วยใหม่นะ”

ในใจของเธอราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น ไม่รู้ทำไม หัวใจของเธอถึงผูกพันกับมิลินง่ายดายขนาดนี้ นี่มันน่ากลัวจริง ๆ

ทว่า ทันทีที่พัดชาทำท่าจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูหน้าบ้าน ร่างเล็ก ๆ ของมิลินกลับถลาเข้ามาโถมเข้าใส่ทันที

หมับ !

แขนเล็ก ๆ ทั้งสองข้างโอบกอดเข้าที่ท่อนขาของพี่เลี้ยงไว้แน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มซบลงกับเนื้อผ้าเอี๊ยมของพี่เลี้ยงสาว ดวงตากลมโตสุกใสที่เคยแจ่มใสเมื่อช่วงเย็น บัดนี้เริ่มรื้นไปด้วยหยดน้ำตาใส ๆ ที่คลอเบ้าอย่างน่าสงสาร

“พี่พัดอย่าเพิ่งกลับ ฮึก... หนูไม่ให้พี่พัดกลับ !” เสียงเล็ก ๆ สั่นเครือเอ่ยอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร

“มิลินคะ...” พัดชานั่งลงมือนุ่มลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ อย่างอ่อนโยน

“พี่พัดแค่กลับไปนอนที่บ้านของพี่พัดเองค่ะ พรุ่งนี้เช้าตื่นมา เราก็จะได้เจอกันแล้วนะคนเก่ง”

“ไม่เอา ! หนูไม่ให้ไป !” มิลินยิ่งสั่นหัวปฏิเสธอย่างรุนแรง กอดขาพัดชาแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที พี่เลี้ยงใจดีคนนี้จะหายวับไปเหมือนแม่ของเธอ

“ถ้าหนูตื่นมาแล้วพี่พัดหายไปเหมือนแม่ หนูจะทำยังไง ฮืออออ !”

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ทำให้หัวใจของพัดชากระตุกวูบ ความลึกซึ้งของบาดแผลในใจเด็กน้อยที่เพิ่งเสียแม่ไปเด่นชัดขึ้นมาทันตา มิลินไม่ได้แค่งอแงตามประสาเด็ก แต่เธอกำลังกลัวความว้าเหว่ กลัวการถูกทอดทิ้งให้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่อ้างว้างหลังนี้เพียงลำพังอีกครั้ง

ธันวาที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองในชุดลำลอง เสื้อยืดสีเทากับกางเกงขายาวดูผ่อนคลาย เดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางก้าวเข้ามาหาด้วยท่าทีของผู้บริหารที่พยายามจะควบคุมสถานการณ์ให้เป็นระเบียบ

“มิลินทำไมทำแบบนี้ครับ” ธันวาส่งเสียงดุเรียบ ๆ พลางย่อตัวลงข้าง ๆ พี่เลี้ยงสาว

“พี่พัดชาเขาต้องกลับบ้านไปพักผ่อนนะ มิลินจะมางอแงกอดขาเขาไว้แบบนี้ไม่ได้ มันเสียมารยาทครับ”

“ไม่เอา ! น้าธัน... หนูอยากให้อยู่ ให้พี่พัดอยู่นี่ !” มิลินส่งเสียงร้องโฮออกมาลั่นบ้าน น้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูไหลอาบสองแก้มยุ้ยอย่างห้ามไม่ได้

ธันวาถอนหายใจยาว ยื่นมือหนาออกไปจับแขนของหลานสาว หมายจะแกะมือเล็ก ๆ ที่กำขาพัดชาไว้ออก

“มานี่เลยมิลิน ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ น้าบอกให้ปล่อยไงครับ”

แต่ยิ่งออกแรงดึง มิลินก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเรื่อย ๆ ร่างเล็กดิ้นรนไม่ยอมปล่อย ยิ่งเห็นผู้เป็นน้าพยายามจะแยกเธอออกจากพัดชา เด็กน้อยก็ยิ่งส่งเสียงกรีดร้องด้วยความขวัญเสีย

“ฮือออ ! ไม่เอา ! หนูจะนอนกับพี่พัด ! น้าธันอย่าจับหนู ! ฮืออออ พี่พัดช่วยมิลินด้วย !”

“คุณธันวาคะ หยุดก่อนค่ะ !” พัดชารีบร้องห้าม พลางจับมือของธันวาไว้เบา ๆ เพื่อให้เขาชะงัก

“อย่าแกะน้องแบบนี้ค่ะ ยิ่งคุณใช้ไม้แข็งแบบนี้ น้องจะยิ่งคิดว่ากำลังจะถูกบังคับจิตใจ มันจะทำให้แกกลัวจนสติหลุดนะคะ”

ธันวาชะงักมือ ชายหนุ่มมองหน้าหลานสาวที่บัดนี้ร้องไห้จนตัวโยน หน้าดำหน้าแดง ปากเบะกว้าง น้ำมูกน้ำตาไหลเลอะเทอะไปหมด แล้วหันมามองพัดชาด้วยความรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสนามธุรกิจ บัดนี้กลับถูกน้ำตาของเด็กสี่ขวบทำลายความมั่นใจจนหมดสิ้น

“หนู... หนูอยากฟังนิทาน อยากให้พี่พัดเล่านิทานก่อนนอน” มิลินสะอื้นฮัก ๆ เสียงสั่นเครือ ชูมือขึ้นไปหาพัดชา

“พี่พัดอย่าทิ้งมิลินไปนะ คืนนี้อยู่กับมิลินนะคะ”

สายตาอ้อนวอนอันใสซื่อบวกกับรอยน้ำตา ทำเอาพัดชาถึงกับใจอ่อนยวบ เธอเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของบ้านอย่างขอความเห็นใจ

ธันวาถอนหายใจแผ่วเบา ยืนขึ้นเต็มความสูง ไม่เคยคิดเลยว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจะยากเย็นยิ่งกว่าโปรเจกต์ธุรกิจของเขามากขนาดนี้ เขายกมือขึ้นเสยผมตัวเองอย่างหัวเสีย สายตามองสลับระหว่างหลานสาวที่ร้องไห้สะอื้นไม่หยุดกับพี่เลี้ยงสาวที่กอดเด็กน้อยไว้แนบอกด้วยท่าทางหนักใจ

ในหัวของนักธุรกิจหนุ่มกำลังคำนวณผลกระทบอย่างรวดเร็ว หากเขาดึงดันให้พัดชากลับบ้าน คืนนี้ทั้งคืนเขาไม่ต้องนอนแน่ มิลินจะต้องร้องไห้จนไข้ขึ้นหรือไม่ก็อาละวาดจนบ้านแตก และตัวเขาเองก็ไม่มีทักษะในการกล่อมเด็กนอนเลยสักนิด

“คุณพัดชา...” ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความประหม่าซ่อนอยู่

“คืนนี้คุณ... พักที่นี่ได้ไหม ?”

พัดชาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “คะ ? แต่ฉันไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าหรือของใช้ส่วนตัวมาเลยนะคะคุณธันวา”

“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา” ธันวารีบตัดบท พลางยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดอย่างคล่องแคล่ว

“ผมจะให้แม่บ้านไปจัดเตรียมห้องรับรองชั้นบนให้ อุปกรณ์ห้องน้ำ เสื้อผ้าชุดใหม่ ผ้าเช็ดตัว มีของใหม่สำรองไว้ในตู้รับรองทั้งหมด และ...”

เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วสบตาพัดชาตรง ๆ ด้วยสายตาของคนที่พร้อมทุ่มเงินแก้ปัญหา

“ผมจะจ่ายค่าล่วงเวลาให้คุณเพิ่มเป็นสามเท่าของค่าจ้างรายวัน สำหรับการค้างคืนคืนนี้ คิดเสียว่าเป็นการทำงานกะพิเศษด่วน คุณตกลงไหม ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป